| ผู้แต่ง |
รุ่งศรี ศิริธร |
| ชื่อเรื่อง |
วพ.ความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพกับการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานของคนงานก่อสร้างในบริษัทรับเหมาก่อสร้างบางแห่ง จ.ราชบุรี/ รุ่งศรี ศิริธร |
| พิมพลักษณ์ |
บัณฑิตวิทยาลัย สาชาวิชาเอกพยาบาลสาธารณสุข ม.มหิดล, 2536 |
| เลขเรียก |
395 ร642ค 2536 |
| รูปเล่ม |
134 หน้า ; ตาราง |
| หมายเหตุ |
วิทยานิพนธ์ |
| หมายเหตุ |
Summary: บทคัดย่อ |
| หมายเหตุ |
Summary: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ และความสามารถในการทำนายของปัจจัยตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพ กับการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานของคนงานก่อสร้างในบริษั- ทรับเหมาก่อสร้างบางแห่ง จังหวัดราชบุรี เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อหาความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือคนงานก่อสร้างในบริษัทรับเหมาก่อสร้างเขต อ. โพธาราม จ. ราชบุรี จำนวน 200 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ ตามแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS x สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุเชิงชั้น |
| หมายเหตุ |
½��ลการวิจัยพบว่า คนงานก่อสร้างส่วนใหญ่ร้อยละ 90.0 มีการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางทั้ง 3 ด้าน คือ การรับรู้โอกาสเสี่ยง มีร้อยละ 80.0 การรับรู้ความรุนแรง มีร้อยละ 65.5 และการรับรู้ประโยชน์ - อุปสรรค มีร้อยละ 85.5 ส่วนความเชื่ออำนาจควบคุมทางสุขภาพพบว่า ความเชื่ออำนาจภายในตนส่วนใหญ่ร้อยละ 76.5 อยู่ในระดับสูงความเชื่ออำนาจบุคคลอื่น และความเชื่ออำนาจความบังเอิญ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางค่อนมาทางสูง คือ ความเชื่ออำนาจบุคคลอื่น อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 49.5 และอยู่ในระดับสูงร้อยละ 46.0 ความเชื่ออำนาจความบังเอิญ อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 46.5 และอยู่ในระดับสูงร้อยละ 40.0 |
| หมายเหตุ |
½��มื่อศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปฏิบัติเพื่อ |
| หมายเหตุ |
½��้องกัน การเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การรับรู้ |
| หมายเหตุ |
½��อกาสเสี่ยง ( r = .2023 , P < 0.01 ) การรับรู้ความรุนแรง ( r = .1729 , p < 0.01 ) การรับรู้ประโยชน์ - อุปสรรค ( r = .3178 , p < 0.01 ) และความเชื่ออำนาจภายในตน ( r = .2171 , p < 0.05 ) นอกจากนี้ยังพบว่าลักษณะงานและสิ่งชักนำภายนอก มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน ( r = .1463 , p < 0.05 และ r = .1671 , p < 0.01 ตามลำดับ ) โดยกลุ่มช่างจะมีการปฏิบัติดีกว่ากลุ่มกรรมกรทั่วไป ( p < 0.05 ) และกลุ่มที่มีสิ่งชักนำภายนอก คือการได้รับคำแนะนำการป้องกันอุบัติเหตุมีการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติ- เหตุจากการทำงานได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับคำแนะนำ และเมื่อทำการวิเคราะห์ถดถอยพหุเชิงชั้น พบว่าปัจจัยแรกที่นำเข้าสมการถดถอยพหุ คือ การรับรู้ ประโยชน์ - อุปสรรค สามารถทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานได้ดีที่สุด คือ ร้อยละ 10.1 ปัจจัยที่นำเข้าสมการลำดับที่สอง คือ ความเชื่ออำนาจภายในตน สามารถทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานได้ร้อยละ 3.0 ลำดับที่ 3 คือ ลักษณะงาน สามารถทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการอุบัติเหตุจากการทำงานได้ร้อยละ 2.4 และลำดับสุดท้าย คือ สิ่งชักนำภายนอก สามารถทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานได้ ร้อยละ 1.4 โดยปัจจัยทั้ง 4 ปัจจัยนี้สามารถร่วมกันทำนายการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงา- นได้ ร้อยละ 16.9 |
| หมายเหตุ |
½��ลการวิจัย มีข้อเสนอแนะให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในด้านสุขภาพ และความปลอดภัยของคนงานก่อสร้าง จัดให้มีคำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน โดยเน้นให้มองเห็นถึงประโยชน์ในการปฏิบัติ ในขณะเดียวกันควรเสนอให้มีทางเลือกปฏิบัติในแง่ที่ว่าเมื่อปฏิบัติแล้วจะมีอุปสร- รคใดบ้าง เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ในทิศทางอันเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมความเชื่ออำนาจภายในตนให้อยู่ในระดับสูง และเน้นการให้คำแนะนำในกลุ่มกรรมกรทั่วไป |
| หัวเรื่อง |
สุขภาพ |
| หัวเรื่อง |
การเกิดอุบัติเหตุ |
| หัวเรื่อง |
คนงานก่อสร้าง |